ปวดท้องประจำ

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนอันตราย

ปัญหาของสาวๆ วัยเจริญพันธุ์อีกอย่างคืออาการปวดท้องประจำเดือน ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย เพราะเมื่อถึงรอบเดือนทีไรก็มีอาการปวดท้องเป็นสัญญาณเตือนที่ดังที่สุด ซึ่งหลายคนโดยเฉพาะคุณผู้ชายมักจะมองว่ากรปวดท้องประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผู้หญิงบางคนอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยจนมองข้ามปัญหานี้ไป แต่จริงๆ แล้ว อาการปวดประจำเดือนนั้นไม่ควรมองข้าม แล้วมาดูกันว่าอาการปวดท้องแบบไหนอันตรายบ้าง 

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน คือการบีบตัวของมดลูก เพราะในช่วงที่มีประจำเดือนเยื่อบุมดลูกจะผลิต สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้มดลูกมีการบีบตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน โดยอาการปวดประจำเดือนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 

  1. ปวดแบบปฐมภูมิ คืออาการปวดแบบทั่วไป ซึ่งอาการปวดประเภทนี้จะสามารถพบได้บ่อยที่สุด มักจะมีสาเหตุจากเยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดิน มากจนเกินไป
  2. ปวดแบบทุติยะภูมิ เป็นอาการปวดที่มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ภาวะผิดปกติของมดลูก หรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ ดังนี้
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก จะทำให้มีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก เพราะมดลูกเกิดการอักเสบและถูกกด อาจจะมีเลือดประจำเดือนออกมามากและนานกว่าปกติ มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปีที่มีบุตรแล้ว
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ มีสาเหตุจากการติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง เป็นผลพวงมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการรักษาให้หายจะทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวดท้องในขณะที่มีประจำเดือนได้
  • เนื้องอกนอกมดลูก เนื้องอกจะส่งผลให้มีประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนกระปริบกระปรอยนานเป็นสัปดาห์ และมีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังร่วมด้วย
  • ปากมดลูกตีบ พบได้ไม่บ่อยนัก เพราะเกิดจากการที่ปากมดลูกตีบแคบเกินไป ส่งผลให้เลือดประจำเดือนไหลได้ช้า ก่อให้เกิดแรงกดภายในมดลูกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงและเรื้อรัง

วิธีการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

สำหรับบางคนแล้วอาการปวดประจำเดือนไม่ใช่เรื่องขำเลย เพราะบางคนปวดจนทำอะไรไม่ได้ ต้องนอนขดอยู่อย่างเดียว จะกินจะนอนจะลุกไปเข้าห้องน้ำยังไม่ไหวเลย วันนี้จึงเอาวิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือนมาให้ลองเอาไปใช้กันเลย

  1. ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณท้องน้อยและหลัง
  2. รับประทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) ควรรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือก่อนมีอาการปวด การรับประทานยาแก้ปวดอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรใช้เมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ 
  4. รับประทานผักและผลไม้ ลดปริมาณอาหารที่มีไขมัน เกลือ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขนมหวาน
  5. หากอาการปวดประจำเดือนไม่ลดลง แถมยังปวดมากขึ้น เลือดประจำเดือนไหลออกมามากว่าปกติ มีไข้ มีอาการติดเชื้อ เช่น ตกขาวมีกลิ่น อาการคันบริเวณปากช่องคลอด ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา
September 11, 2024 Lonnie Lewis